วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ประวัตินักร้องเก่าา ดาราเก่า

นี่ๆเรามาประวัตินักร้องและดาราที่เก่าแก่กันเถอะ555

สายัณห์ สัญญา 

ชีวิตช่วงต้น

สายัณห์ สัญญา มีชื่อจริงเดิมคือ "สายัณห์ ดีเสมอ" ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "พรสายัณห์ มีโชคดีเสมอ" เกิดวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2496 ที่ตำบลป่าสะแกอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายอ่อง และนางบุญช่วย ดีเสมอ มีพี่ชาย 1 คน แต่ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่สายัณห์ยังเล็กๆ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา เมื่อตอนเด็ก ๆ ได้ร่ำเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ ๆ บ้านคือ โรงเรียนบ้านใหม่ไร่อ้อย จนจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาที่บ้าน ไม่นานคุณพ่ออ่องก็เสียชีวิตกลางคัน ทำให้สายัณห์ต้องอยู่กับแม่ตามลำพัง

เส้นทางสู่วงการเพลง

สายัณห์นิยมชมชอบและรักการร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก ตระเวนประกวดร้องเพลงมามากมายนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับรางวัลชนะเลิศมาก็หลายครั้ง โดยมีญาติผู้ใหญ่ที่ชื่อ "น้าสว่าง" เป็นผู้พาไปสมัครประกวดร้องเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ต่อมาได้ไปสมัครเป็นนักร้องอยู่วงดนตรี กับเทียนชัย สมยาประเสริฐ (สามีผ่องศรี วรนุช) แต่ยังไม่ได้ออกหน้าเวที จากนั้นได้ย้ายไปอยู่กับวงดนตรีผ่องศรี วรนุช (ซึ่งแยกตัวออกมาจากเทียนชัย) ตามคำชักชวนของราเชนทร์ เรืองเนตร ที่นี่สายัณห์เริ่มออกเวทีในฐานะหางเครื่อง ต่อมาก็ได้มีโอกาสร้องเพลงด้วย ช่วงนี้เขาร้องเพลงแนวศรคีรี ศรีประจวบ เป็นหลัก สายัณห์อยู่ที่นี่ได้ 3 ปี วงก็ยุบ
จากนั้นสายัณห์ก็ไปอยู่กับวงดนตรีอีกมากมายหลายวง อย่าง "รวมดาวกระจาย" ของครูสำเนียง ม่วงทองบรรจบ เจริญพรก้าน แก้วสุพรรณ และชินกร ไกรลาศ โดยในยุคนี้ สายัณห์ ใช้ชื่อว่า "กัมชัย ลูกราษฎร์บำรุง" ได้มีโอกาสอัดแผ่นเสียง ซึ่งเพลงที่สามารถหาฟังได้ในปัจจุบัน คือเพลง "หักใจไม่ลง" ต่อมาสายัณห์มาอยู่กับวง "รวมพร" ของคุณเล็ก และคุณน้อยศรี อิงคะนันท์ เจ้าของปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ ย่านบุคคโล และได้รับการสนับสนุนจากคนทั้งสองให้บันทึกเสียงเป็นครั้งแรก คือ "รักเธอเท่าฟ้า" ของครูฉลอง การะเกต ซึ่งทำให้เขาพอจะเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงอยู่บ้าง
พ.ศ. 2515 สายัณห์ สัญญา มีความตั้งใจใฝ่ฝันที่จะเป็นนักร้องจึงแสวงหาโอกาสให้ตัวเองทั้งการเดินสายประกวดร้องเพลง และทำหน้าที่คนแบกกลอง หางเครื่องในวงดนตรี และย้ายวงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโชคชะตาได้นำพาให้มาเจอผู้อุปการะ คือ คุณพ่อเล็กและแม่น้อยศรี อิงคะนันท์ ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ บุคคโล และเป็นเจ้าของวงดนตรีรวมพร ผู้มีอุปการะทั้งสองออกทุนให้สายัณห์อัดแผ่นเสียงเริ่มต้นจากเพลงรักเธอเท่าฟ้า และเพลงพลัดคู่ แต่แผ่นเสียงไม่ได้รับการเผยแพร่ สร้างความเสียใจและท้อใจ ที่สุดก็เป็นเด็กล้างรถอยู่ที่ปั๊มน้ำมันพรรุ่งโรจน์ บุคคโล...ทำหน้าที่เด็กปั๊มสักระยะ โชคชะตาก็เข้าข้างอีกครั้งเมื่อ ครูชลธี ธารทอง ไปพบสายัณห์ สัญญา ที่ปั๊มน้ำมันแห่งนั้น เมื่อได้ยินเงาเสียงของศรคีรี ก็เกิดชอบใจ จึงแต่งเพลง "ลูกสาวผู้การ" และ "แหม่มปลาร้า" ให้สายัณห์ขับร้อง

ก่อตั้งวงดนตรีและมีชื่อเสียง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 มีการตั้งวงดนตรีสายัณห์ สัญญา โดยแสดงครั้งแรกที่บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้รับค่าแสดงรวมกันทั้งวง 8, 000 บาท และนับตั้งแต่นั้น สายัณห์ ก็ผลิตผลงานออกมาประดับวงการลูกทุ่งเมืองไทยมากมาย ในปี พ.ศ. 2525 สายัณห์ได้ผ่าตัดลำคอทำให้เสียงกลายเป็นเสียงแหบ และได้ฉายาว่า "แหบมหาเสน่ห์" จากนั้นในปี พ.ศ. 2527 สายัณห์ก็ได้เข้าสู่วงการภาพยนตร์อย่างเต็มตัว ทำให้ผลงานเพลงเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำผลงานเพลงอีกครั้ง
สายัณห์ สัญญา ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องลูกทุ่งชายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดหลังจากการถึงแก่กรรมของสุรพล สมบัติเจริญ แม้จะไม่เคยได้รับรางวัลทางการร้องเพลงใด ๆ เลยก็ตาม แต่สายัณห์ก็เป็นนักร้องที่มีเสน่ห์ มีคำออดอ้อนแม่ยก แฟนเพลง ผู้สนับสนุน ด้วยประโยคที่คุ้นเคยคือ รักสายัณห์น้อย ๆ แต่รักนาน ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของพระเอกลิเก มีการไว้เคราแพะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว[1]

ชีวิตครอบครัว

สายัณห์ สัญญาเคยใช้ชีวิตคู่กับวรรณพร สัมฤทธิ์ อดีตนางงามจังหวัดนครศรีธรรมราช มีบุตรและบุตรีด้วยกัน 4 คนคือ สวามินี ชื่อเล่น เบสท์, ศิรประภา ชื่อเล่น เกรซ, เวสารัช ชื่อเล่น บิ๊ก และภัทรกัญญา ชื่อเล่น เฟิร์ส[2] ก่อนหน้านี้สายันต์มีบุตรชายอีกคนที่เกิดกับอารมณ์ แต่งทรง อดีตหางเครื่อง ชื่อ อนุสรณ์ มุสิกะสินธุ์ ชื่อเล่น ปุ้ม[3]

ลาลับ

สายัณห์ สัญญา ได้รับการเข้าพักรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับที่โรงพยาบาลศรีวิชัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ญาติกล่าวว่าขณะที่สายัณห์นอนพูดคุยกับครอบครัวที่บ้านพัก เกิดฟุบหมดสติ เนื่องจากอาการน็อกเบาหวาน หลังการตรวจอย่างละเอียดแพทย์พบจุด 4 จุดในตับอ่อน และอยู่ในสภาวะกระจายตัว แพทย์จึงนำชิ้นเนื้อไปตรวจ และพบว่าเป็นเซลล์มะเร็ง[4]
ต่อมาสายัณห์ได้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลธนบุรีตามลำดับ โดยระหว่างการรักษาตัวในเดือนกรกฎาคม สายัณห์ได้ขออนุญาตแพทย์เพื่อขึ้นแสดงในคอนเสิร์ตอำลาขวัญใจคนเดิม ซึ่งจัดโดยโทรทัศน์ดาวเทียม แซบแชแนล ณ พระประแดงอาเขต จังหวัดสมุทรปราการ และได้ขออนุญาตแพทย์อีกครั้งเพื่อขึ้นแสดงคอนเสิร์ต ณ วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม[5]
ในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556 แพทย์เปิดเผยว่า สายัณห์อยู่ในภาวะวิกฤติ ไตทำงานผิดปกติเป็นผลมาจากโรคมะเร็งตับที่แพร่กระจายไปทั่วร่างกายแล้ว อาการต้องดูวันต่อวัน และระวังไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้นคนไข้จะทรุดทันที ต่อมาเมื่อเวลา 12:35 นาฬิกาของวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556 สายัณห์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่โรงพยาบาลธนบุรี ญาติประกอบพิธีรดน้ำศพที่วัดไร่ขิงในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556 และพระราชทานเพลิงศพ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี[6]

ผลงาน

สายัณห์ สัญญา ผลิตผลงานเพลงออกมามากมายหลายสิบชุด เช่น
ผลงานเพลงดัง
สายัณห์ สัญญา บันทึกเสียงเอาไว้กว่า 1, 200 เพลง และในจำนวนนั้นมีเพลงที่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงมากมาย เช่น

ผลงานการแสดง

หมายเหตุ  : พ่อหอยโข่ง ไม่ได้แสดงโดยตรง มีเพียงการไปถ่ายภาพหน้าเวทีการแสดงมาตัดใส่ในหนัง และ ลุกทุ่งเสียงทอง และ สวรรค์บ้านนา มีเพียงการนำเพลงที่ร้องไปใช้ในบางตอนของภาพยนตร์

ด้านอื่น ๆ

  • ภาพยนตร์ มนต์รักทรานซิสเตอร์ มีมุกตลกกล่าวถึงสายัณห์ สัญญา ว่า เคยเป็นเด็กในวงของป๋าสุวัตร (รับบทโดย สมชาย ศักดิกุล) แต่ไม่ดังสักที แต่พอป๋าแนะนำให้สายัณห์ไว้เคราแพะ สายัณห์ก็ดังระเบิดและออกจากวงไป
  • สายัณห์ สัญญา ชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถึงขั้นแต่งเพลงเชิดชูให้ และเคยขึ้นเวทีปราศรัยของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นชป.) ที่ท้องสนามหลวงสนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วย เมื่อปี พ.ศ. 2552
  • สายัณห์ สัญญา เคยกล่าวหายอดรัก สลักใจ ว่าไม่ได้เป็นป่วยเป็นมะเร็งจริง เมื่อยอดรัก สลักใจ ถึงแก่กรรม ไม่ได้ออกมารับผิดชอบใด ๆ หนำซ้ำยังพูดว่าตนเองอโหสิให้ยอดรัก สลักใจ ทำให้ศิลปินในวงการเพลงลูกทุ่งหลาย ๆ คนไม่พอใจ จากกรณีดังกล่าวส่งผลให้งานที่จองตัวร้องเพลงไว้ถูกยกเลิกเกือบหมด จนสายัณห์ต้องโทรศัพท์มาขอให้นายมานิต อังกินันท์ ผู้จัดการส่วนตัวช่วยติดต่องานแสดงให้
  • ก่อนเสียชีวิตสายัณห์เช่าห้องเล็ก ๆ ราคา 4, 000 บาทอยู่แถวปิ่นเกล้า ส่วนภรรยาอยู่กับลูก ๆ โดยมีอาชีพทำก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ส่วนสมบัติอื่น ๆ นั้นสายัณห์ไม่มีเลย มีเพียงพระเครื่องชุดหนึ่งที่จะมอบให้กับลูกชาย ทั้งนี้ในช่วงปลายของชีวิต สายัณ์ยังฝากไว้ว่าไม่อยากให้เอาเงินมารักษาตน อยากเก็บเงินก้อนสุดท้ายไว้ให้ภรรยา และลูกมากกว่า
  • (15 กันยายน พ.ศ. 2556) ลุงเอี่ยม แห่งวัดไร่ขิงกล่าวเห็น สายัณห์ สัญญา เดินทางมาทำบุญที่วัดหลังเสียชีวิตไปแล้ว ระบุ กำลังรวบรวมเงินเพื่อบริจาคช่วยเหลือครอบครัว สายัณห์ สัญญา เพิ่มเติม
วิไล พนม แต่งเพลงให้สายัณห์ สัญญา ร้อง 5 เพลง คือ ชีวิตสายัณห์, พบเธอที่จันทบุรี, คนชายแดน, แ­หบมหาเสน่ห์, ดวงใจคือหน้าต่างใจ บันทีกเสียงปี 2525 ปีที่สายัณห์ผ่าตัดลำคอ

พิศมัย วิไลศักดิ์

พิศมัย วิไลศักดิ์ เกิดวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2482 เกิดที่ตรอกสุเหร่า ย่านบางลำพู กรุงเทพมหานคร บิดาชื่อ นายหงวน วิไลศักดิ์ อาชีพค้าขาย มารดาชื่อ นางปุย วิไลศักดิ์ เป็นลูกกำพร้าตั้งแต่เด็กในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้รับการเลี้ยงดูในวังหลวงโดยครูจำเรียง พุทธประดับ (ศิลปินแห่งชาติ) ระหว่างปี พ.ศ. 2494-2498 พิศมัยจบการศึกษาจากโรงเรียนบำรุงวิทยา และวิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร
พิศมัยเริ่มแสดงละครเรื่อง ราชาธิราช ขณะนั้นอายุ 10 ปี แสดงเป็นตัวทหารยืนเสาธรรมดา ที่โรงละครเก่าติดกับกำแพงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เป็นดาราประจำโรงเรียนนาฏศิลป พิศมัยได้แสดงเป็นนางเอกละคร เรื่อง แว่นแก้ว ในขุนช้างขุนแผน ตอนพลายเพชรพลายบัวออกศึก ในปีต่อมาได้แสดงเป็นพระเอกโดยแสดงเป็นพระสังข์ ตอนหาปลา หลังจากนั้นเริ่มมีชื่อในการรำฉุยฉายพราหมณ์เป็นที่ขึ้นชื่อ
พิศมัย วิไลศักดิ์ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกโดยการชักนำของนักเขียนชื่อดัง ครูศักดิ์เกษม หุตาคม (อิงอร) เมื่อ พ.ศ. 2501 เป็นนางเอกเรื่อง การะเกด คู่กับลือชัย นฤนาท และชนะ ศรีอุบล เป็นที่รู้จักจากฉากรำฉุยฉายในเรื่อง ภาพยนตร์ฉายติดต่อกันประมาณ 2 เดือน ทำรายได้มากกว่า 2 ล้าน นับเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเฟื่องฟู
และได้แสดงภาพยนตร์ต่อมาอีกประมาณ 300 เรื่อง ได้แสดงทุกบทบาทและทุกเรื่องที่แสดงได้รับความนิยมจากผู้ชม จนเชิด ทรงศรี ตั้งฉายาให้ว่า ดาราเงินล้าน ผลงานที่มีชื่อเสียงได้แก่เรื่อง สองฝั่งฟ้า (2503), ดรรชนีนาง (2504), จำเลยรัก (2506), ดวงตาสวรรค์ (2506), โนราห์ (2509) ในจำนวนหลายเรื่องพิศมัยได้ใช้ความสามารถพิเศษในการรำไทย รับบทรำในเรื่องด้วย เช่น โนราห์ (2509), เมขลา (2510), สีดา (2511), หนึ่งนุช (2514), ค่าของคน (2514), สักขีแม่ปิง (2516), ระห่ำลำหัก (2518)
ในปี พ.ศ. 2504 ได้ขับร้องเพลง หนาวตัก เป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์เรื่อง ดรรชนีนาง ประพันธ์คำร้อง โดย ครูสมาน กาญจนผะลิน และ ครูศักดิ์เกษม หุตาคม (อิงอร) และในปี พ.ศ. 2511 ได้บันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากทำให้ได้รับเชิญให้ขึ้นแสดงคอนเสิร์ตช่วยการกุศลอยู่เนื่องๆ
ชีวิตครอบครัว พิศมัย วิไลศักดิ์ สมรสกับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สุพรรณ พราหมณ์พันธุ์ ซึ่งปัจจุบันได้เสียชีวิตแล้ว และไม่มีบุตรด้วยกัน
ในปี พ.ศ. 2527 พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เริ่มแสดงละครเป็นครั้งแรกจาก เรื่อง ห้องที่จัดไม่เสร็จ แสดงทางช่อง 3 ต่อมาได้แสดงอีกกว่า 200 เรื่อง ระยะหลัง พิศมัย วิไลศักดิ์ หันมารับงานแสดงละคร และเป็นครูสอนศิลปะการแสดงให้กับนักแสดงรุ่นหลัง และได้รับยกย่องให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) ประจำปี พ.ศ. 2553

ภาพยนตร์

  • การะเกด (2501)
  • สองฝั่งฟ้า (2503)
  • ดรรชนีนาง (2504)
  • จำเลยรัก (2506)
  • เสือเก่า (2506)
  • ดวงตาสวรรค์ (2506)
  • ใจเพชร (2506)
  • มังกรห้าเล็บ (2506)
  • ทับเทวา (2507)
  • ชายชาตรี (2507)
  • ลูกทาส (2507)
  • เล็บอินทรีย์ (2507)
  • ละอองดาว (2507)
  • นางสาวโพระดก (2508)
  • ชุมทางเขาชุมทอง (2508)
  • อินทรีมหากาฬ (2508)
  • ธนูทอง (2508)
  • สาวเครือฟ้า (2508)
  • โนราห์ (2509)
  • ศึกบางระจัน (2509)
  • ในม่านเมฆ (2509)
  • ดาวพระศุกร์ (2509)
  • ผู้ชนะสิบทิศ (2509)
  • เมขลา (2510)
  • อาญารัก (2510)
  • สีดา (2511)
  • จ้าวอินทรี (2511)
  • วนาสวรรค์ (2513)
  • แม่ย่านาง (2513)
  • หนึ่งนุช (2514)
  • ค่าของคน (2514)
  • เจ้าพระยาที่รัก (2514)
  • ราชินีบอด (2514)
  • นี่แหละรัก (2515)
  • รักต้องห้าม (2515)
  • สวนสน (2515)
  • อเวจีสีชมพู (2515)
  • สักขีแม่ปิง (2516)
  • กระสือสาว (2516)
  • ชูชก กัณหา ชาลี (2516)
  • ผาเวียงทอง (2516)
  • แรงรัก (2516)
  • ซำเหมา (2516)
  • ทิวาหวาม (2517)
  • ระห่ำลำหัก (2518)
  • คุณครูคนใหม่ (2518)
  • แม่สาย (2518)
  • ตะบันไฟตะไลเพลิง (2518)
  • โอ้ลูกรัก (2519)
  • อ้อมอกพ่อ (2519)
  • เสน่หาอาลัย (2519)
  • จักรวาลยอดรัก (2519)
  • ดับสุริยา (2519)
  • เก้ายอด (2520)
  • โอ้มาดา (2520)
  • รักเลือกไม่ได้ (2520)
  • ตึ่งนั้ง (2521)
  • ผิดทางรัก (2521)
  • วัยรุ่นจอมคะนอง (2521)
  • แม่ยอดสร้อยพ่อยอดแซว (2521)
  • สิงห์สะเปรอะ (2521)
  • กำนันช้อง (2522)
  • ดอกไม้ร่วงที่แม่ริม (2522)
  • พ่อหม้ายลูกติด (2522)
  • จิ๊กกี๋ก็มีหัวใจ (2522)
  • ผู้หญิงมือสอง (2522)
  • พรุ่งนี้ก็สายเกินไป (2522)
  • ปริศนาแห่งหัวใจ (2522)
  • ไร้เสน่หา (2522)
  • ผมรักคุณ (2522)
  • มนต์เพลงลูกทุ่ง (2522)
  • บัณฑิตเหลือแดน (2522)
  • รอยลิขิต (2522)
  • หนึ่งน้องนางเดียว (2523)
  • ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง (2524)
  • ยอดรักผู้กอง (2524)
  • ค่าน้ำนม (2524)
  • รักครั้งสุดท้าย (2524)
  • พระเจ้าเสือ พันท้ายนรสิงห์ (2525)
  • ศรีธนญชัย (2524)
  • เล็บครุฑ 78 (2525)
  • มาดามยี่หุบ (2525)
  • เต้าฮวยเกศทิพย์ (2525)
  • ลูกสาวนักเลง (2525)
  • สุดเหงา (2525)
  • ตามรักตามฆ่า (2525)
  • แม่หอยหลอด (2525)
  • รักข้ามรุ่น (2525)
  • พญายมพนมรุ้ง (2526)
  • พระจันทร์เปลี่ยนสี (2526)
  • เหินฟ้ามาปล้นรัก (2526)
  • หัวใจทมิฬ (2526)
  • สาลิกาลิ้นทอง (2527)
  • ดอกรักบานหลังฝน (2527)
  • ไอ้หม่าลูกแม่ (2527)
  • รัศมีแข (2527)
  • มังกรลายไทย (2527)
  • สิงห์รถบรรทุก 2 (2527)
  • แพแตก (2527)
  • ปลาบู่ทอง (2527)
  • บ้านสาวโสด (2527)
  • สเว็ตเตอร์สีแดง (2527)
  • ซากุระ (2527)
  • ฟ้ากำหนด (2528)
  • ผู้ใหญ่ลีกับนางมา (2528)
  • ผู้การเรือเร่ (2528)
  • รักสอง เมีย ต้องห้าม (2528)
  • มาธาดอร์จอมเพี้ยน (2528)
  • ดวงใจกระซิบรัก (2529)
  • เมียแต่ง (2529)
  • รักทรมาน (2530)
  • วงศาคณาญาติ (2530)
  • คาวน้ำผึ้ง (2530)
  • ฟ้าสีทอง (2530)
  • ความรักไม่มีชื่อ (2533)
  • แม่ผัว (2536)
  • เพลงรัก ลูกสาวกำนัน (2538)
  • กำแพง (2542)
  • สังหรณ์ (2546)

ละครโทรทัศน์

ซิตคอม

รางวัล

  • รางวัลสุพรรณเกียรติยศ ในฐานะที่อุทิศตนให้กับวงการภาพยนตร์ไทยและสังคมสม่ำเสมอ บุคคลในวงการให้การยอมรับ และมีจิตวิญญาณรักวงการบันเทิง ในฐานะ บุคคลเกียรติยศ ในงานประกาศผลรางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี พ.ศ. 2550 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
  • ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์-นักแสดง) ประจำปี พ.ศ. 2553




    จตุพล ภูอภิรมย์

     ( 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 - 20 มีนาคม พ.ศ. 2524) นักแสดงชาวไทย
    จตุพล ภูอภิรมย์ เข้าศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนวัดสุทธิวราราม โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง แล้วเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้าสู่วงการจากการเป็นนายแบบโฆษณายาสีฟันใกล้ชิด เมื่อ พ.ศ. 2518-19 และได้งานแสดงละครโทรทัศน์ทางช่อง 4 บางขุนพรหม [2]
    จตุพล ภูอภิรมย์ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก เรื่อง ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (2520) กำกับโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล โดยได้แสดงบทบาทที่เดิมสรพงศ์ ชาตรี จะเป็นผู้เล่น แต่บังเอิญไม่มีคิวแสดงว่าง จากภาพยนตร์เรื่องนี้จตุพลได้รับรางวัลตุ๊กตาเงิน ในสาขานักแสดงดาวรุ่ง [3]
    จตุพล ภูอภิรมย์ มีผลงานแสดงภาพยนตร์ประมาณ 25 เรื่อง ก่อนจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันในปี พ.ศ. 2524 เนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยภาพยนตร์เรื่อง "เงาะป่า" กำกับโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล และ เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2523 แต่จตุพลไม่ได้รับรางวัล เนื่องจากเสียชีวิตเสียก่อน

    ผลงาน

    ภาพยนตร์


    พุ่มพวง ดวงจันทร์

    ก่อนเข้าวงการ

    รำพึง จิตรหาญ เกิดที่ บ้านหนองนกเขา ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท[1] โตที่ตำบลบ่อสุพรรณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นบุตรีของนายสำราญ และนางเล็ก จิตรหาญ ครอบครัวมีอาชีพรับจ้างทำไร่อ้อย เกิดในครอบครัวยากจน เป็นลูกคนที่ 5 ของบ้านในจำนวน 12 คน[2]
    สถานภาพครอบครัวเธอจัดอยู่ในขั้นที่ยากจนมาก เธอเรียนที่โรงเรียนบ้านดอนตำลึง แต่ด้วยความที่เธอมีน้องอีก 6 คน ประกอบกับค่านิยมของแม่นั้นเห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนมา เธอไม่จบแม้แต่ชั้น ป.2 ในวัยเด็กพอน้องหลับหมด เธอไปหาของขาย เก็บผัก หาดอกไม้ป่า หาบไปขายตามโรงงาน[3]

    เส้นทางนักร้อง

    รำพึง ชื่นชอบการร้องเพลงลูกทุ่งตั้งแต่เด็ก ถึงแม้ว่าเธอจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่ก็มีความจำดีเยี่ยม เธอเริ่มหัดร้องเพลงและเข้าประกวดตามงานต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 8 ปี โดยใช้ชื่อว่า น้ำผึ้ง ณ ไร่อ้อย[4] เธอเข้าประกวดล่ารางวัลไปทั่ว ตั้งแต่อำเภอศรีประจันต์ บางปลาม้า แล้วข้ามจังหวัดไปถึงอำเภอเสนา ผักไห่ มหาราช วิเศษชัยชาญ บ้านแพรก หนองโดน พระพุทธบาท สระบุรี และต่อมาอยู่กับวงดนตรีที่กรุงเทพฯ กับ ดวง อนุชา ตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ แต่ยังไม่ได้เป็นนักร้องอาชีพก็กลับบ้านอำเภอสองพี่น้อง
    ในปี พ.ศ. 2518 เมื่ออายุได้ 15 ปี ไวพจน์ เพชรสุพรรณ นำวงดนตรีมาแสดงที่วัดทับกระดาน เธอได้ร่วมร้องเพลงและแสดงความสามารถจนไวพจน์เห็นความสามารถ เกิดความเมตตา จึงรับเป็นบุตรบุญธรรมและพาไปอยู่กรุงเทพฯ เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นหางเครื่องและนักร้องพลาง ๆ ก่อนที่ไวพจน์ จะแต่งเพลงและอัดแผ่นเสียงชุดแรกให้ ชื่อเพลง แก้วรอพี่ เพลงแต่งแก้กับเพลง "แก้วจ๋า" โดยใช้ชื่อในการร้องเพลงว่า น้ำผึ้ง เมืองสุพรรณ ซึ่งจากการอยู่ในวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณ ทำให้เธอสนิทสนมกับธีระพล แสนสุข ทำให้ต้องแยกออกจากวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณ มาเริ่มงานกับศรเพชร ศรสุพรรณ โดยทำงานเป็นทั้งหางเครื่องและนักร้องในวง และย้ายมาอยู่กับขวัญชัย เพชรร้อยเอ็ด

    ความสำเร็จและรางวัล

    ในปี พ.ศ. 2519 ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มนต์ เมืองเหนือ รับเป็นลูกศิษย์ และเปลี่ยนชื่อจากน้ำผึ้ง เมืองสุพรรณเป็น "พุ่มพวง ดวงจันทร์" จากการตั้งชื่อโดย มนต์ เมืองเหนือ และได้บันทึกเสียงจากการแต่งของก้อง กาจกำแหง ร้องแก้ขวัญชัย เพลงนั้นคือ "รักไม่อันตรายและรำพึง" และตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง โดยการสนับสนุนของคารม คมคาย นักจัดรายการวิทยุ มนต์ เมืองเหนือแต่ไม่ประสบความสำเร็จก็มาสังกัดบริษัทเสกสรรเทป-แผ่นเสียงผลงานของพุ่มพวง ดวงจันทร์เริ่มประสบความสำเร็จในเวลาต่อมาหลังจากได้รับการสนับสนุนจากประจวบ จำปาทองและปรีชา อัศวฤกษ์นันท์ให้ตั้งวงร่วมกับเสรี รุ่งสว่าง ในชื่อวง เสรี-พุ่มพวง จากจุดนี้ก็ได้รับความสำเร็จขึ้น
    พ.ศ. 2521 พุ่มพวงได้รับรางวัลพระราชทานเสาอากาศทองคำพระราชทาน จากสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี จากเพลง “อกสาวเหนือสะอื้น” นอกจากนี้ ยังได้เป็นผู้ร้องเพลง "ส้มตำ" พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
    พุ่มพวง ดวงจันทร์ เข้ามาอยู่สังกัดอโซน่า โปรโมชั่น ในปี พ.ศ. 2525 ผลงานในระหว่างปี 2525-2535 ของเธอมีมากมายอย่างเช่น จะให้รอ พ.ศ.ไหน (มิ.ย. 2525) นัดพบหน้าอำเภอ (2526) สาวนาสั่งแฟน(2527) ทิ้งนาลืมทุ่ง (2527) คนดังลืมหลังควาย (2528) อื้อฮื้อ ! หล่อจัง (2528) ห่างหน่อย – ถอยนิด (2529) ชั่วเจ็ดที-ดีเจ็ดหน (2529) เรื่องของสัตว์โลก (2529) และ คิดถึงน้องบ้างนะ (2530) ซึ่งสามชุดหลังเป็นชุดที่ออกหลังที่พุ่มพวงออกจากค่ายอโซน่า โปรโมชั่นแล้ว
    ต่อมาย้ายมาอยู่กับพีดี โปรโมชั่น และ ซีบีเอส เร็คคอร์ด (ประเทศไทย) และอาจารย์ไพจิตร ศุภวารีได้เปลี่ยนภาพลักษณ์พุ่มดวงให้เข้ากระแสนิยมของเพลงสตริงในยุคนั้น แต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับของนักฟังเพลงลูกทุ่ง จึงได้ย้ายไปทำงานร่วมกับท็อปไลน์มิวสิค มีผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมมากมาย ผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างเช่นชุด ตั๊กแตนผูกโบว์กล่อม และ ทีเด็ดพุ่มพวง ผลงานกับค่ายท็อปไลน์มิวสิคอื่น ๆ เช่น หนูไม่รู้หนูไม่เอาพี่ไปดู หนูไปด้วย และนำผลงานเก่ามามิกซ์รวมกัน เช่น พุ่มพวงหลาย พ.ศ. (ตลับทอง และตลับเพชร), ขอให้รวยน้ำผึ้งเดือนห้าซูเปอร์ฮิต 1 และ 2 จากนั้นเธอเริ่มรับจ้างทำงานให้กับอาร์เอส โปรโมชั่น เมโทรเทปและแผ่นเสียง และแฟนตาซี ไฮคลาส สำหรับผลงานกับค่ายอาร์เอส เช่น ลูกทุ่งท็อปฮิตมาตรฐาน เป็นผลงานอัลบั้มที่เธอนำเพลงดังของศิลปินลูกทุ่งดังในอดีตมาร้องใหม่ นอกจากนี้ยังมีค่ายเมโทรฯ ที่ได้ลิขสิทธิ์งานเพลงชุด "ส่วนเกิน" อีก 1 ชุด[5]
    พุ่มพวง ดวงจันทร์ กับผลงานแสดงภาพยนตร์
    พุ่มพวงเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2526 และแสดงหนังเรื่องแรก สงครามเพลง สร้างโดยฉลอง ภักดีวิจิตร และอีกหลายเรื่อง ในช่วงที่แสดงภาพยนตร์เรื่องมนต์รักนักเพลง ได้พบกับ (ไกรสร แสงอนันต์) ผลงานการแสดงของเธอในฐานะนางเอก อย่างเช่น สงครามเพลงรอยไม้เรียวผ่าโลกบันเทิงนักร้อง นักเลงนางสาวกะทิสดมนต์รักนักเพลงลูกสาวคนใหม่อีแต๋น ไอเลิฟยูหลงเสียงนางจงอางผงาดขอโทษทีที่รักคุณนาย ป.4อาจารย์เด๋อเจอพุ่มพวงสาวนาสั่งแฟนเสน่ห์นักร้องนางสาวยี่ส่าย (ภาพยนตร์โทรทัศน์) เป็นต้น[5]
    ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2532 พุ่มพวง ดวงจันทร์ ได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอีกครั้ง ในสาขารางวัลขับร้องเพลงดีเด่น กับเพลง "สยามเมืองยิ้ม" ประพันธ์โดยครูลพ บุรีรัตน์ ในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่ง ภาค 2[4]

    ลาลับ

    13 มีนาคม พ.ศ. 2535 มีข่าวปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่า พุ่มพวงทะเลาะกับสามี และป่วยเป็นโรคไตขั้นรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่ไม่สามารถเบิกเงินจากธนาคารเพื่อมารักษาตัวเองได้ (ซึ่งมีอยู่ 6 ล้านบาท) สมุดบัญชีอยู่กับไกรสร (สามี) ที่เชียงใหม่ เธอจึงตัดสินใจสั่งอายัดเงินทั้งหมด ต่อมา 20 มีนาคม เธอเดินทางจากเชียงใหม่ เข้ารักษาตัวเองที่โรงพยาบาลตากสิน จันทบุรี และย้ายไปที่โรงพยาบาลศิริราช แพทย์ตรวจพบว่าเธอป่วยด้วยโรคเอสแอลอีหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง อาการขั้นรุนแรง ลุกลามถึงไต ทางด้านไกรสรออกมายอมรับว่ามีปัญหาครอบครัวจริง ต่อมา 3 เมษายน แพทย์เจ้าของไข้เปิดเผยว่าพุ่มพวงอาการดีขึ้น ทางด้านญาติของพุ่มพวงมีความเห็นว่าควรรักษาด้วยไสยศาสตร์ เนื่องจากเชื่อว่าถูกปองร้ายด้วยไสยศาสตร์ด้วยวิธีการคุณไสย ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2535 เดินทางออกจากโรงพยาบาลศิริราชเพื่อไปรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ ไปจังหวัดพิษณุโลกโดยเดินทางด้วยรถตู้ แต่หลังจากกราบไหว้พระพุทธชินราช เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ก็เกิดอาการช็อกและหมดสติ ญาตินำส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช กระทั่งถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 20.55 น.
    ได้สวดอภิธรรมศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม พิธีพระราชทานเพลิงศพของพุ่มพวง ดวงจันทร์ จัดที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. พ.ศ. 2535 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธี นอกจากนี้ยังมีการสร้างหุ่นพุ่มพวง ตั้งอยู่ในศาลาริมสระน้ำวัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการจัดงานรำลึกถึงพุ่มพวงทุกปี ช่วง 13-15 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเธอ

    ชีวิตส่วนตัว

    แฟนคนแรกของพุ่มพวงคือ ธีระพล แสนสุข ระหว่างที่พุ่มพวง ดวงจันทร์ เทใจทุ่มกับงานอย่างเต็มที่ ธีระพลเริ่มปันใจให้กับสลักจิต ดวงจันทร์ จึงทำให้ความรักของทั้งคู่จบลง แต่ด้านธุรกิจยังคงร่วมงานกันอยู่ แต่ในปี 2530 ธีระพล แสนสุข ก็ถูกน้องชายพุ่มพวง ดวงจันทร์ ยิงตาย
    ในปี พ.ศ. 2527 พุ่มพวงจดทะเบียนสมรสกับนายไกรสร ลีละเมฆินทร์ อดีตพระเอกภาพยนตร์ ที่ใช้ชื่อในวงการว่า ไกรสร แสงอนันต์ ต่อมาพุ่มพวงฝึกหัดเขียนหนังสือจนสามารถเขียนชื่อตัวเองได้ เพื่อประโยชน์ทางนิติกรรมต่าง ๆ ในปี พ.ศ. 2530 มีบุตรชายชื่อ สันติภาพ (ต่อมาเปลี่ยนชือเป็น สรภพ) หรือ "เพชร" หรือ "บ่อยบ๊อย" ลีละเมฆินทร์[2] ซึ่งก็เป็นนักร้องลูกทุ่ง นอกจากนี้ยังมี จันทร์จวง ดวงจันทร์ ดวงใจ ดวงจันทร์และสลักจิต ดวงจันทร์ น้องสาวพุ่มพวงก็เป็นนักร้องเพลงลูกทุ่งเช่นกัน[6]

    สิ่งสืบเนื่องและการรำลึกถึง

    อัลบั้มเพลง

    เดือนมิถุนายน 2535 หลังจากที่พุ่มพวงเสียชีวิต ค่ายท็อปไลน์และค่ายอโซน่า ก็นำเอาเพลงชุดต่างๆ ของพุ่มพวงออกวางจำหน่ายอีกครั้ง ท็อปไลน์ได้มีการทำปกขึ้นมาใหม่อีก คือ คิดถึงพุ่มพวงส้มตำ,คอนเสิร์ต โลกดนตรี โดยชุด ส้มตำ จัดสร้างขึ้นโดยคณะกรรมการจัดงานพระราชทาน เพลิงศพฯ มีคำบรรยายเกียรติประวัติพุ่มพวง และเพลงอย่าง ส้มตำ, กล่อม, ฉลองวันเศร้า, รักคุด, แล้วจะทนเพื่ออะไร, ของขวัญที่ฉันคืนเธอ, หัวใจทศกัณฐ์, เขานอนบ้านใน, หนูไม่รู้, แฟนพุ่มพวง เป็นต้น[5]
    ผลงานอัลบั้มเพลงที่วางจำหน่ายเพื่อระลึกถึงพุ่มพวงเช่น คิดถึงพุ่มพวงและโลกของผึ้ง และยังมีเทปที่ทำเพื่อระลึกถึงการเสียชีวิตอย่างเช่น แหล่ประวัติพุ่มพวง ดวงจันทร์ โดยไวพจน์ เพชรสุพรรณ หนึ่งในดวงใจผลงานของยุ้ย โดยยุ้ย ญาติเยอะ (จริยา ปรีดากูล) เหลือแต่ดวงจันทร์ ที่ครูลพ บุรีรัตน์แต่งให้พุ่มพวง
    งานเพลงของศิลปินที่นำเพลงของพุ่มพวงมาขับร้องใหม่โดยเฉพาะนักร้องปัจจุบัน มีความแตกต่างกันด้วยจังหวะและระยะเวลาที่ต่างกันไป แกรมมีโกลด์นำผลงานของพุ่มพวงโดยเฉพาะทีประพันธ์โดยลพ บุรีรัตน์ ออกมาอยู่เรื่อยๆ มียอดขายประสบความสำเร็จอย่างดี มีผลงานออกมาอย่าง พุ่มพวง ในดวงใจ ชุดที่ 1 – 4 โดย ใหม่ เจริญปุระ , อัลบั้ม เพชร สรภพ - เพลงของแม่ ชุดที่ 1 (ชุดเดียว) กับเพลงเปิดตัว "โลกของ ผึ้ง" โดยดัดแปลงเนื้อร้องบางส่วนให้เหมาะสมกับการถ่ายทอดบทเพลง[7] อัลบั้ม ดวงจันทร์ ... กลางดวงใจ พุ่มพวง ดวงจันทร์ โดยมีศิลปินนักร้องลูกทุ่งสาวนำเพลงมาทำใหม่ ได้แก่ สุนารี ราชสีมา (เขานอนบ้านใน, นอนฟังเครื่องไฟ, ฉันเปล่านา เขามาเอง), คัฑลียา มารศรี (สาวนาสั่งแฟน, อายแสงนีออน, หัวใจทศกัณฐ์), ฝน ธนสุนทร (สุดแค้นแสนรัก, คิดถีงบ้างเน้อ, ขอให้โสดทีเถอะ), แมงปอ ชลธิชา (รักคุด, เงินน่ะมีไหม, อื้อฮือหล่อจัง) , หลิว อาจารียา (กระแซะ, หนูไม่รู้, ผู้ชายในฝัน), เอิร์น เดอะสตาร์ (พี่ไปดู หนูไปด้วย, นัดพบหน้าอำเภอ, โลกของผึ้ง), ต่าย อรทัย (แก้วรอพี่, นักร้องบ้านนอก, คืนนี้เมื่อปีกลาย) และตั๊กแตน ชลดา (ดาวเรืองดาวโรย, ตั๊กแตนผูกโบว์, อนิจจาทิงเจอร์) นอกจากนี้ทรูแฟนเทเชีย มีผลงานชุด 7 สาวสะบัดโชว์ ก็มีเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ คือ ผู้ชายในฝัน, อื้อฮือหล่อจัง อยู่ในอัลบั้มนี้

    ภาพยนตร์และละคร

    ในปี พ.ศ. 2535 มีภาพยนตร์รำลึกถึงพุ่มพวง ดวงจันทร์กับเรื่อง บันทึกรักพุ่มพวง กำกับโดยดอกฟ้า ได้พุ่มพวง แจ่มจันทร์ แสดงเป็นพุ่มพวง ดวงจันทร์ โดยเป็นภาพยนตร์ที่เล่าชีวิตส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ[8] ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 บริษัท เจเอสแอลจำกัดได้ทำละครโทรทัศน์เรื่อง ราชินีลูกทุ่งพุ่มพวง ดวงจันทร์ ออกอากาศทางช่อง 7 ดัดแปลงจากชีวิตจริง ของพุ่มพวง ดวงจันทร์นำแสดงโดย รชนีกร พันธุ์มณี วรวุฒิ นิยมทรัพย์ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ [9] โดยต้อม รัชนีกรได้รับการเข้าชื่อเพื่อชิงรางวัลโทรทัศน์ทองคำในฐานะดารานำฝ่ายหญิงดีเด่น
    ในปี พ.ศ. 2554 สหมงคลฟิล์ม ได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง พุ่มพวง โดยนำเค้าโครงจากชีวิตจริงของพุ่มพวง ดวงจันทร์และหนังสือเรื่อง "ดวงจันทร์ที่จากไป" ของ บินหลา สันกาลาคีรี กำกับโดย บัณฑิต ทองดีนำแสดงโดย เปาวลี พรพิมล แสดงเป็นพุ่มพวง ดวงจันทร์ ร่วมด้วย ณัฐวุฒิ สกิดใจวิทยา เจตะภัยบุญโทน คนหนุ่ม

    สื่อสิงพิมพ์

    ส่วนสื่อสิงพิมพ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ เคยนำเสนอแฟชั่นหน้าคู่กลาง ราวปี 2538 เดือนมิถุนายน กับแนวความคิด “ชีวิตพุ่มพวง ดวงจันทร์” ใช้ “งานรำลึกพุ่มพวง ดวงจันทร์” มาเป็นฉากหลังของแฟชั่น มีนางแบบคือ ยุ้ย ญาติเยอะ ที่มีหน้าตาละม้ายพุ่มพวงและยังถือเป็นเงาเสียงของพุ่มพวงในสมัยประกวดคอนเสิร์ตคอนเทสต์ โดยจำลองชีวิตของพุ่มพวงตั้งแต่การออกจากโรงเรียนเพื่อทำงาน การเป็นสาวไร่อ้อย จนถึงนักร้อง โดยมีการใช้ภาพจริงประกอบ[10]

    หุ่นพุ่มพวง

    สำหรับหุ่นเหมือนพุ่มพวง ดวงจันทร์ ปัจจุบันมีอยู่ 7 หุ่น อยู่ที่วัดทับกระดาน 6 หุ่น ได้แก่ หุ่นที่ 1 ตั้งอยู่บริเวณสระกลางน้ำ แต่งกายชุดสีดำ เป็นหุ่นอภินิหาริย์ที่สร้างขึ้นหลังพระราชทานเพลิงศพ หุ่นที่ 2 อยู่ในตู้กระจก ยุ้ย ญาติเยอะ เป็นผู้สร้างไว้บูชาครูเพลงพุ่มพวง หุ่นที่ 3 สร้างโดยนายณรงค์ รอดเจริญ อดีตบรรณาธิการ เป็นหุ่นแก้บน ทำด้วยขี้ผึ้งแข็ง หุ่นที่ 4 เป็นสีชมพู สร้างขึ้นจากแฟนเพลง ที่เป็นหุ่นปลดนี้ รุ่นนางพญาเสือดาว หุ่นที่ 5 อยู่ในชุดเสวนาธรรม สร้างโดยญาติและกรรมการวัด หุ่นที่ 6 เป็นหุ่นสีทอง สร้างขึ้นโดยใหม่ เจริญปุระ สร้างขึ้นเพื่อบูชาครูเพลง[11] หุ่นพุ่มพวงที่วัดทับกระดานนั้น ยังมีชื่อเสียงเรื่องมีผู้นิยมมาขอหวยอย่างมากมาย[12] ส่วนหุ่นเหมือนพุ่มพวงตัวที่เจ็ดนั้น เป็นหุ่นชุดเสือดาว สร้างโดยพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุซโซต์ เพื่อจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์สาขากรุงเทพ ชั้น 6 และ 7 สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ โดยพิพิธภัณฑ์มีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ธันวาคม 2553 หุ่นเหมือนพุ่มพวงตัวนี้เป็นตัวแรกที่ผู้สร้างส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ และเป็นหุ่นตัวแรกที่ไม่ได้ตั้ง ณ วัดทับกระดาน
    วันที่ 15 ส.ค.2552 กระทรวงวัฒนธรรม โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือกปริยศิลปิน และปรมศิลปิน มีมติประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ นายสุรพล สมบัติเจริญ และ พุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือรำพึง จิตรหาญ เป็น "ปริยศิลปิน" ศิลปินอันเป็นที่รักยิ่งของประชาชน โดยวันที่16 ส.ค. ซึ่งตรงกับวันเสียชีวิตของนายสุรพล สวช.จะมีพิธีมอบรางวัลยกย่องอย่างเป็นทางการให้แก่ครอบครัวสมบัติเจริญ ที่ศูนย์การค้าอินเดีย เอ็มโพเรียม กรุงเทพฯ หรือ ATM พาหุรัดเดิม ส่วนครอบครัวของพุ่มพวง ดวงจันทร์นั้น สวช.จะจัดพิธีมอบรางวัลยกย่องอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ส.ค.2552

    กรณีพิพาทหลังเสียชีวิต

    14 มิถุนายน พ.ศ. 2535 นางเล็ก มารดาให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ก่อนเสียชีวิตไม่นานว่า พุ่มพวงได้เล่าเหตุการณ์และความรู้สึกบีบคั้นโดยเฉพาะเรื่องในครอบครัวลงในเทปตลับหนึ่ง ต่อมาเทปถูกคัดลอกเพื่อออกจำหน่ายในชื่อ บันทึกลับพุ่มพวง ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงไกรสร แสงอนันต์ ไกรสรยื่นฟ้องศาลและศาลได้ระงับการจำหน่าย
    ไกรสรและญาติของพุ่มพวงเกิดความขัดแย้งกันอย่างหนัก มีการกล่าวหากันไปมาทั้งสองฝ่าย มีข้อมูลระบุว่า ไกรสรกลับไปคืนดีกับอดีตภรรยา ส่วนอีกฝ่ายหาว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะทางฝ่ายญาติพุ่มพวงต้องการได้ส่วนแบ่งมรดกทั้งหมด 80 ล้านบาท ต่อมานางเล็กยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกทั้งหมด แต่ต่อมาไกรสรยื่นคำร้องต่อศาลคัดค้าน และต่อมานายสำราญ (พ่อของพุ่มพวงซึ่งหย่าจากนางเล็กแล้ว) คัดค้านอดีตภรรยาเนื่องจาก นางเล็ก อ่านเขียนไม่ออก แต่ต่อมาถอนคำร้อง และศาลได้สั่งให้ไกรสรและนางเล็กเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โดยทรัพย์สมบัติแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ส่วนแรกเป็นของไกรสร อีกส่วนเป็นกองกลาง ซึ่งมีเจ้าของ 4 คนคือ นายสำราญ นางเล็ก ไกรสร และลูกชาย สันติภาพ ทุกคนจะได้รับเท่ากันในส่วนนี้ แต่หากพบว่าสมบัติใดพบหลังการแบ่งแล้ว จะยกให้สันติภาพเพียงผู้เดียว[2]
    2 มิถุนายน 2552 นายสรภพ ลูกชายพุ่มพวงอุปสมบทให้พุ่มพวง ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จ.พิษณุโลก มี นางสุพรรณี สุประการ มารดาบุญธรรม และนางบุญ สุประการ ผู้เป็นยาย ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีอุปสมบท โดยในงานมีการตั้งโต๊ะรับบริจาคเงินสมทบทุนสร้างหุ่นขี้ผึ้ง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” หุ่นที่ 7 โดยประชาชนที่บริจาคเงิน 100 บาท จะได้รับ แผ่นซีดีเพลงที่ นายสรภพ ขับร้องไว้ในชื่ออัลบั้ม “บทเพลงเพื่อแม่ผึ้ง” และมีเพลงที่พุ่มพวงร้องสดเป็นครั้งสุดท้าย[13] ทั้งนี้สรภพเกิดเรื่องขัดแย้งกับบิดาและญาติฝ่ายพุ่มพวง โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552 พระสรภพ พบกับนายไกรสรและญาติพี่น้องของพุ่มพวง ที่วัดทับกระดาน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และเกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง ในกรณีการจัดสร้างหุ่นขี้ผึ้งพุ่มพวง[14]

    ผลงาน

    การร้องเพลง

    แสดงภาพยนตร์

    แสดงละครโทรทัศน์

    รางวัล

    • รางวัลเสาอากาศทองคำทองคำ เพลง "อกสาวเหนือสะอื้น" (ผลงาน - ธีระพล แสนสุข) (2521)
    • รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1 เพลง "สาวนาสั่งแฟน" ( ผลงาน - วิเชียร คำเจริญ) (2532)
    • รางวัลกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 เพลง "สยามเมืองยิ้ม" (วิเชียร คำเจริญ) (2534)
    • ยกย่องเชิดชูเกียรติ เป็น "ปริยศิลปิน" ศิลปินอันเป็นที่รักยิ่งของประชาชน 15 ส.ค. 2552

    สรพงศ์ ชาตรี

    ประวัติ[แก้]

    สรพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จบชั้น ป.4 แล้วบวชเรียนตั้งแต่อายุ 8 ปี ที่วัดเทพสุวรรณ พระนครศรีอยุธยา และวัดดาวดึงส์ บางยี่ขัน ธนบุรี จนกระทั่งลาสิกขาบทเมื่อ พ.ศ. 2512
    สรพงษ์ ชาตรี มีบุตรทั้งหมด 4 คน คือ พิมพ์อัปสร (ขวัญ), พิศุทธินี (เอิง), พิศรุตม์ (เอม) และพิทธกฤต เทียมเศวต (อั้ม) ซึ่งพิมพ์อัปสร บุตรคนแรกเกิดแต่ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ส่วนบุตรคนที่สองถึงสี่เกิดแต่พิมพ์จันทร์ ใจวงศ์ (แอ๊ด)[3][4] ปัจจุบันสมรสกับ ดวงเดือน จิไธสงค์ รองมิสไทยแลนด์เวิลด์ พ.ศ. 2529 และรองนางสาวไทย พ.ศ. 2530

    การเริ่มงานแสดง[แก้]

    เมื่ออายุได้ 19 ปี และได้พบกับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ซึ่งชักชวนให้มาอาศัยอยู่ที่วังละโว้ ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
    สรพงษ์ เริ่มงานแสดงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2512 เป็นตัวประกอบ และเป็นเด็กยกของในกองถ่ายละครเรื่อง นางไพรตานี ฉายทางช่อง 7 และเล่นเป็นตัวประกอบในละคร ห้องสีชมพู และ หมอผี ซึ่งหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นผู้กำกับหลังจากเดินทางกลับจากเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
    ชื่อ สรพงษ์ ชาตรี ที่ใช้ในการแสดง ผู้ตั้งให้คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ และหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา โดยคำว่า "สร" มาจาก อนุสรมงคลการ, "พงศ์" มาจาก สุรพงศ์ โปร่งมณี (ผู้พามาฝากตัวกับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม) และ "ชาตรี" มาจาก ชาตรีเฉลิม
    สรพงษ์ ชาตรี รับบทพระเอกครั้งแรก ในภาพยนตร์เรื่อง มันมากับความมืด (พ.ศ. 2514) ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม จากนั้นได้รับบทในภาพยนตร์ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม แทบทุกเรื่อง ทั้งบทพระเอก พระรอง ตัวประกอบ และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในบางครั้ง มีผลงานแสดงกว่า 500 เรื่อง ได้รางวัลตุ๊กตาทองครั้งแรกจากเรื่อง ชีวิตบัดซบ และ สัตว์มนุษย์ สองปีติดต่อกัน และมีชื่อเสียงในต่างประเทศจากเรื่อง แผลเก่า (พ.ศ. 2520) กำกับโดยเชิด ทรงศรีนับว่าประสบความสำเร็จสูงสุด
    สรพงษ์ ได้รับรางวัลทางการแสดงจากหลายสถาบัน เช่น รางวัลตุ๊กตาทองพระสุรัสวดี ดารานำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง สัตว์มนุษย์ ชีวิตบัดซบ มือปืน มือปืน 2 สาละวิน เสียดาย 2 รางวัลสุพรรณหงส์ ดารานำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง ถ้าเธอยังมีรัก มือปืน และนักแสดงประกอบชายจากเรื่อง องค์บาก 2 ส่วนรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง นักแสดงชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง มือปืน 2 สาละวิน

    ผลงานแสดง[แก้]

    ภาพยนตร์[แก้]

    ละครโทรทัศน์[แก้]

    สรพงศ์ ชาตรี รับบทไอ้ขวัญ จากเรื่อง แผลเก่า คู่กับนันทนา เงากระจ่าง

    งานพากย์[แก้]

    ผลงานเพลง[แก้]

    โฆษณา[แก้]

    • รณรงค์เพื่อความปลอดภัยในการใช้ทางม้าลายหรือสะพานลอย คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี[2]
    • ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร Air - x
    • โฆษณาสูงอายุ สุขใจ จาก Allianz Direct [สูงอายุ สุขใจ]

    รางวัล[แก้]

    • เจ้าของ 5 รางวัลตุ๊กตาทอง จากการเข้าชิง ดารานำชาย 14 ครั้งติดต่อกัน ระหว่าง พ.ศ. 2517 - 2539
      • ชีวิตบัดซบ (2518) กำกับโดย เพิ่มพล เชยอรุณ
      • สัตว์มนุษย์ (2519) กำกับโดย ฉลอง ภักดีวิจิตร
      • มือปืน (2526) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
      • มือปืน 2 สาละวิน (2536) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
      • เสียดาย 2 (2539) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
    • รางวัลตุ๊กตาทอง ตัวที่ 6 ดาราสมทบชาย จาก
      • องค์บาก 2 (2551) กำกับโดย จา พนม ยีรัมย์
      • และได้รางวัล Nine Entertain Awards 2008 ตัวที่ 1 บันเทิงเทิดธรรม
    • เจ้าของ 2 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ จากการเข้าชิง 9 ครั้งติดต่อกัน ระหว่าง พ.ศ. 2522 - 2545
      • ถ้าเธอยังมีรัก (2524) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
      • มือปืน (2526) กำกับโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
    • รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ ตัวที่ 3 ดาราสมทบชาย จาก
    • เป็นพระเอกที่ได้เข้าชิง และได้รับรางวัลมากที่สุด จาก 2 สถาบันหลักของประเทศไทย คือ สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิง (พระสุรัสวดี)และ สมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ (สุพรรณหงส์)
    • เข้าชิงรางวัลคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 13 สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากละครเรื่อง ตะวันตัดบูรพา
    • ไพโรจน์ ใจสิงห์

    • ประวัติ[แก้]

      ไพโรจน์ ใจสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2486 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จบการศึกษาจากโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย เคยเป็นครูที่โรงเรียนสารวิทยา และโรงเรียนอำนวยศิลป์พระนครมาหลายปี ระหว่างสอนหนังสือก็ได้หารายได้พิเศษเล่นดนตรีตอนกลางคืน เข้าสู่วงการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2514 โดยรับบทพระเอกจากเรื่อง ดวง ของ เปี๊ยก โปสเตอร์ คู่กับ วนิดา อมาตยกุล และ สังข์ทอง สีใส เป็นตัวประกอบ [1]
      ตามด้วยการทำงานกับผู้กำกับมืออาชีพอีกหลายคน ได้แก่ คนสู้คน ของ วิจารณ์ ภักดีวิจิตร คู่กับ อรัญญา นามวงศ์ และ ชุมพร เทพพิทักษ์ , เพชรตาแมว (จากละครวิทยุโด่งดังในอดีตโดยคณะกันตนา) ของประดิษฐ์ กัลย์จาฤก คู่กับ นัยนา ชีวานันท์ , ลูกชู้ ของ มารุต คู่กับ สุทิศา พัฒนุช และ สาวขบเผาะ ของ เนรมิต คู่กับ ผึ้ง สุวรรณแพทย์ ในปี พ.ศ. 2515
      ไพโรจน์เป็นนักแสดงคู่ขวัญกับ วันดี ศรีตรัง มีผลงานแสดงนำร่วมกันหลายเรื่อง ช่วงปี พ.ศ. 2516 ได้แก่ ยอดสงสาร รัญจวนจิต สวรรค์เวียงพิงค์ เหลือแต่รัก น้ำตานาง ในช่วงที่ชีวิตการแสดงรุ่งเรือง จัดเป็นนักแสดงชั้นนำอันดับต้นๆ ร่วมกับ สมบัติ เมทะนียอดชาย เมฆสุวรรณกรุง ศรีวิไลนาท ภูวนัย ช่วงหลังปี พ.ศ. 2517 รับบทรอง คู่กับ กรุง ศรีวิไล และ อุเทน บุญยงค์
      ระยะหลัง รับงานแสดงเป็นครั้งคราว กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง จากการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับภาพยนตร์โฆษณา เปิดตัวเบียร์ลีโอ ของบริษัท บุญรอดบริวเวอรี เมื่อ พ.ศ. 2542[2][3] โดยผู้บริหารเจาะจงเลือก ไพโรจน์ ใจสิงห์ ให้แสดงโฆษณานี้ เพราะมีนามสกุลพ้องกับชื่อผลิตภัณฑ์ เบียร์สิงห์ ของบริษัท ภาพยนตร์โฆษณานี้เป็นแนวตลกขบขัน ไพโรจน์ รับบทผู้ใหญ่บ้านจัดงานฉลองแต่งงานให้กับลูกสาว โดยเชิญผู้ว่าฯ มาเป็นประธาน เมื่อผู้ว่าฯ ได้ทดลองดื่มเบียร์ลีโอ ก็ติดใจในรสชาติ นั่งดื่มเบียร์จนถึงเช้า โฆษณาชุดนี้ถูกประท้วงจากกลุ่มผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ทำให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพเสียหาย [4]
      ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้วกับนางโซติรส ใจสิงห์ (นก) มีบุตรทั้งหมด 9 คน [5] หนึ่งในนั้นคือ ชื่อ กฤษฎา ใจสิงห์ ศิลปินเพลงแนวอินดี้[6]
      เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ไพโรจน์ได้ป่วยเป็นโรคอัมพฤตซีกซ้าย โดยเป็นหลายโรครุมเร้า เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองตีบ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจและต่อมลูกหมากโต ได้ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกจนอาการดีขึ้น [7] ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556 ได้มีอาการทรุดลงอีกครั้งโดยมีอาการไข้ขึ้นสูง และเบื่ออาหาร จึงถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีอีกครั้ง [8]

      ผลงาน[แก้]

      ภาพยนตร์[แก้]

      พ.ศ. 2514-2519[แก้]

      พ.ศ. 2520-2529[แก้]

      พ.ศ. 2530-ปัจจุบัน[แก้]

      • เพชร 7 เหลี่ยม (2530)
      • รอยเสือ (2530)
      • มนุษย์หมาป่า (2530)
      • เรือมนุษย์ (2531)
      • รอยไถ (2532)
      • วิ่งหน้าตั้งก้อยังรักเธอ (2535)
      • จะกู่รักกอดน้องให้ก้องโลก (2535)
      • ชะแว้บแอบปิ๊ง (2536)
      • กำแพง (2542) [9]
      • ฟ้าทะลายโจร (2543)
      • สุริโยไท (2544)
      • 191 1/2 มือปราบทราบแล้วป่วน (2546)
      • ผีหัวขาด 2 (2547)
      • สุริยะฆาต 2547)
      • มนต์รักลูกทุ่ง(2548)
      • ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 ตอน องค์ประกันหงสา (2550)
      • เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย (2550)
      • หนุมานคลุกฝุ่น (2551)
      • อยากได้ยินว่ารักกัน (2553)

      กำกับภาพยนตร์[แก้]

      • ลูกหลง (2528)
      • ราชสีห์หน้าเซ่อ (2531)
      • รอยไถ (2532)

      ละคร[แก้]

      ช่อง 3
      ช่อง 5
      • พิมพิลาไลย (2522)
      • สายใจ (2524) รับบท ศักดิ์สิทธิ์
      • ไฟหนาว (2525)
      • มหาเวสสันดรชาดก (2530) รับบท พระเจ้ากรุงสญชัย
      • แม่ผัวมหาภัยกับสะใภ้สารพัดพิษ (2534) รับเชิญ
      • กาในฝูงหงส์ (2535)
      • เจ้าสาวแสนกล (2535)
      • สกุลกา (2536)
      • บัลลังก์เมฆ (2536)
      • ยามเมื่อลมพัดหวน (2536)
      • คนละโลก (2536) รับเชิญ
      • แรงเทียน (2536) รับเชิญ
      • เพลิงสีรุ้ง (2537)
      • เมียข้างถนน (2537)
      • นางสิบสอง (2538)
      • รักหลอกๆ อย่าบอกใคร (2539)
      • สันติบาล (2539)
      • พิสูจน์รักจากสวรรค์ (2539)
      • แม่ปูไข่ (254x)
      • สะใภ้อลวน คนอลเวง (254x)
      • ชุมทางเขาชุมทอง (2540)
      • รักผู้พันแถมเรือพ่วง (2540)
      • หลานสาวคุณหญิง (2540)
      • ดวงไฟในพายุ (2540)
      • ผู้ชายหัวใจไม่แพ้ (2541) รับบท เปี๊ยก
      • หัวใจทระนง (2541) รับเชิญ
      • พระจันทร์ลายกระต่าย (2542)
      • สาวใช้หัวใจชิคาโก้ (2543)
      • เจ้าแม่จำเป็น (2544) รับบท โต๊ด
      • ฝันเฟื่อง (2548) รับบท รมต. ประเสริฐศักดิ์
      ช่อง 7
      • หัวใจสองภาค (2530)
      • อีสา (2531) รับบท ท่านชายโชติช่วงรวี รวีวาร
      • สวรรค์เบี่ยง (2531)
      • จำเลยรัก (2531)
      • ปัญญาชนก้นครัว (2531) รับบท อุทยาน
      • ปริศนาของเวตาล (2532)
      • คนเหนือดวง (2532)
      • แววมยุรา (2532)
      • อุบัติเหตุ (2533) รับบท อำนวย
      • กนกลายโบตั๋น (2533)
      • เชลยศักดิ์ (2534)
      • ตะวันชิงพลบ (2534)
      • นางทิพย์ (2535)
      • มาลัยทอง (2535)
      • พรพรหมอลเวง (2535)
      • สองฝั่งคลอง (2535)
      • โม่งป่า (2535)
      • วันนี้ที่รอคอย (2536)
      • ครูซ่อนกลิ่น (2537)
      • ดาวแต้มดิน (2538)
      • ไกรทอง (2538)
      • ความรักของคุณฉุย 2 (2538)
      • เมื่อหมอกสลาย (2538)
      • ไม้ดัด (2539)
      • ซุ้มสะบันงา (2540)
      • คนเหนือดวง ภาค 2 (2540)
      • สัมปทานหัวใจ (2540)
      • สวัสดีคุณครู (2541)
      • เสน่ห์ลูกทุ่ง (2541)
      • นิทรา สายัณห์ (2542)
      • ซื่อ…ไม่บื้อรัก (2542)
      • คุณปู่ซู่ซ่า (2542)
      • เทพบุตรสลัม (2543)
      • กำนันหญิง (2544)
      • หงส์ฟ้ากับสมหวัง (2544)
      • เมียจำเป็น (2544) รับบท ตรง
      • ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน (2544) รับเชิญ
      • เจ้าชายหัวใจเกินร้อย (2545)
      • หัวใจไกลปืนเที่ยง (2545)
      • ตลาดโรงเจลิเกความรัก (2546)
      • รักข้ามคลอง (2546)
      • รักสุดขั้ว (2547) รับบท โรจน์
      • หน้ากาก (2547)
      • รุ้งเคียงดาว (2548)
      • ดวง (2549)
      • ดอกเบี้ยเคลียร์รัก (2549)
      • สายน้ำสามชีวิต (2549)
      • ดั่งดวงหฤทัย (2550)
      • เธอคือชีวิต (2551)
      • ทหารหญิงหัวใจแหวว (2551)
      • ศิลามณี (2551) รับเชิญ
      • รักนี้...เคียงตะวัน (2552) รับเชิญ
      • กำนันอี๊ด (2552)
      • เณรน้อย (2552)
      • สมหวังสู้สู้ (2554)
      • คู่แค้นแสนรัก (2554)
      • กระบือบาล (2555)
      • ตะวันยอแสง (2555)
      • ไข่ลูกเขย (2555)
      ช่อง 9
      ช่อง ITV
      • พ่อดอกรักเร่ (2546)
      ช่อง 11
      • เพียงเดือนจะฉาย (2531)
      ช่องเวิร์คพอยท์

      ซิทคอม[แก้]

      • หกตกไม่แตก (ช่อง 7) รับเชิญ รับบท เจ้าพ่อ ในตอน ลูกสาวเจ้าพ่อ
      • บ้านนี้มีรัก (ช่อง 9) รับเชิญ รับบท นายหว่าง (ขา) เป็นแฟนเก่าของแม่
      • ระเบิดเถิดเทิง (ช่อง 5) รับเชิญ ปี 2539 , 2542 / รับเชิญพิเศษ ปี 2540 , 2541 / 2542 เป็นต้นมา รับบทเป็น คุณพ่อของเจ๊ตุ่ม (แดนนี่ ศรีภิญโญ)
      หมดแล้วค่ะ เรามาแนะนำแค่นี้ นี่แหละดาราที่เราชื่นชอบกันในช่วงยุคเก่าา 

      ไม่มีความคิดเห็น:

      แสดงความคิดเห็น